Memory Missthalassemia in Singapore[III]

posted on 08 Oct 2010 23:46 by missthalassemia

บันทึกแห่งความทรงจำ 

 

Memory Missthalassemia in Singapore

*บันทึกนี้เป็นความทรงจำที่ได้เรียบเรียงไว้ ครั้งหนึ่งในชีวิต ในฐานะตัวแทนผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

ไปประชุมธาลัสซีเมียแห่งชาติ ณ ประเทศ สิงคโปร์ ปี 2551 (2ปีที่แ้ล้ว)*

 Memory Missthalassemia in Singapore บทแรก
The two girls in the big city (Bangkok) บทที่2

Missthalassemia in Singapore

 
วันที่ 8 ตุลาคม 2551
 
สุวรรณภูมิ - สิงคปุระ

 

            หลังจากที่ขวัญกดนาฬิกาปลุกที่ดังจากมือถือของขวัญแล้ว ก็ได้เวลาสำหรับการเตรียมตัวทำธุระส่วนตัวและลากกระเป๋าลงมารอคอย รถของคุณป้าสายพิณ พหลโยธิน ซึ่งท่านเมตตามารับขวัญกะเพชร และคุณแม่ ปะป๊ะ เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางสู่ประเทศสิงคโปร์ ลงมาจากตึกแต่เช้ามืด อากาศของกรุงเทพฯค่อนข้างอบอุ่น ไม่เหมือนจังหวัดลำปาง ที่เริ่มหนาวมาก และแล้วก็ได้นั่งรถของคุณป้าสายพิณ พหลโยธิน มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่สร้างขึ้นในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อน จะเดินทางไปต่างประเทศ คงต้องเป็น สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ แห่งนี้ กว่าจะสร้างเสร็จก็มีเรื่องราวต่างๆผ่านสื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ การเมือง เครื่องตรวจวัตถุระเบิด(ซี ที เอ็ก 9000) 

แต่ในที่สุด ณ วันนี้ ขวัญและเพชร คุณแม่ ปะป๊า เราก็ได้มาเยือน ณ สนามบิน สุวรรณภูมิแห่งนี้

สนามบินของไทย ที่มีหอวิทยุการบินสูงที่สุดในโลก เพราะ หอวิทยุการบินของสุวรรณภูมิ มีความสูงถึง 132 เมตร ซึ่งจากการที่เคยอ่านจากหนังสือมา หอวิทยุการบินที่สร้างขึ้นในสุวรรณภูมิแห่งนี้ สูงกว่าหอวิทยุการบินของมาเลเซียถึง 10 เมตร และเต็มไปด้วย เทคโนโลยีต่างๆเพื่อให้บริการ สัญญาณการจราจรทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ (O__o)

เมื่อขวัญมองไปรอบๆสนามบิน ช่างเป็นสนามบินที่ กว้างขวางใหญ่โตมากที่เดียว แอร์ก็เย็น และ มีเค้าเตอร์สำหรับลงทะเบียนขึ้นเครื่องบินตามสายการบินที่เราต้องการ เยอะแยะทีเดียว ช่างสมคำลำลือว่า "สนามบินแห่งความภูมิใจของคนไทย" จริงๆ และแล้วเมื่อได้เดินทางไปสู่เค้าเตอร์สนามบินของ ไทเกอร์แอร์ไลน์ ก็พบกับคณะเดินทางที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศสิงคโปร์ด้วยกัน เมื่อรอคอยเช็คอินและเช็คความเรียบร้อยของสัมภาระ ก็มีการติดป้ายชื่อของ และผูกริบบิ้นกับกระเป๋าเดินทาง และก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปคณะเดินทางเป็นที่ระลึกของการมาเยือนสนามบินสุวรรณภูมิ

คณะที่เดินทางไปประชุมที่สิงคโปร์

 

ขวัญกับเพชร ก็ได้รับเข็มกลัดของมูลนิธิธาลัสซีเมีย และก็ได้ล่ำลาคุณแม่ เพื่อออกเดินทางสู่ประเทศสิงคโปร์ การเดินทางสู่สิงคโปร์ครั้งนี้ ไม่ได้เหมือนครั้งก่อนๆในสมัยเด็กๆ เพราะในตอนนั้น คุณแม่ได้เดินทางไปดูแลเราสองคนด้วย แต่พอหนนี้ เราเดินทางไป ประชุมงานธาลัสซีเมียแห่งชาติกันเพียงสองคน คุณแม่ได้ฝากฝังเราไว้กับพี่เอ และคุณป้าสายพิณ พหลโยธิน และไม่ลืมเตือนเราให้ระมัดระวังตัว และสวมกอดด้วยความเป็นห่วง

 

                               

ถ่ายรูปกับคุณแม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ  

 

จากนั้นขวัญกับเพชรก็ลาคุณแม่ เพื่อเข้าสู่      ด่านผู้โดยสารขาออก โดยระหว่างทางที่ไปยัง ห้องสายการบินของไทเกอร์แอร์ไลน์ พอเดินไประหว่างทางก็พบกับเค้าเต้อร์แลกเงินต่างประเทศ ขวัญกับเพชร จึงได้ ไปประเทศสิงคโปร์ โดยอัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงินไทย(บาท)ไปเป็น สกุลเงิน (ดอลล่าสิงคโปร์)คือ 1$ = 23.2775 ซึ่งน้องเพชรบอกว่า ให้ปัดๆไปเป็น 24 บาท

ด้วย งบอันจำกัด (กระซิกๆ) จึงได้แลกเงินเพียงสองพันบาท (ด้วยงบอันจำกัด) หลังจากแลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปยังด่านตรวจคนออกนอกเมือง โดย X-Ray กระเป๋าถือ

เดินผ่านแท่นตรวจอาวุธ จากนั้นก็เดินเข้าสู่เขตปลอดภาษี (ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว)

ณ ดินแดนที่มีการขายของปลอดภาษี ไม่ว่าจะเป็น สุรา บุหรี่ ช็อคโกแลต น้ำหวาน น้ำหอมซึ่งน้องเพชรสุดชื่นชอบเป็นพิเศษ

งานนี้ก็ได้เห็นน้องเพชรเดิน ลั้นลา ลันลา ไปเค้าเตอร์นั้น เค้าเตอร์นี้ ดมกลิ่นน้ำหอมสบายใจ และไม่ลืมที่น้องเพชรจะขอเทสน์กระดาษน้ำหอมอย่างสบายอารมณ์

ซึ่งขวัญก็เตือนว่า “อย่าเดินแรง”

(เกรงใจ กลัวว่าเดินกระเทือนมากน้ำหอมจะหล่นตกแตก แล้วไม่มีเงินจ่าย กร้ากกกกกกๆ^__^)

 ส่วนขวัญ ก็หาเก้าอี้สบายใจนั่งไป ดูเพชรเดินรอบร้านที่มีน้ำหอม

จากนั้นก็ได้ชวนน้องเพชรออกเดินเพื่อมุ่งหน้าสู่ห้องรับรองของสายการบินไทเกอร์แอร์ไลน์

และกะเดินไปด้วยดูร้านต่างๆไปด้วย นอกจากนี้ก็ต้องหาอะไรกินเพื่อเป็นอาหารเช้า

จากภาพที่ได้เห็นทางโทรทัศน์ ว่าสนามบินสุวรรณภูมิ มีร้านอาหารมากมาย และแล้วก็ได้พบร้านอาหารจำนวนมากจริงๆ ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย และอาหารฟาสฟู้ดส์

ร้านชื่อแปลกๆ และมีที่นั่ง โต๊ะ บรรยากาศ สวยงามชวนให้แวะเข้าไปนั่ง ตลอดจนพนักงานเสริฟ แต่งตัวแสนสวย และดูดีเข้ากับร้าน ได้มองเห็นนักเดินทางชาวไทย ชาวจีน ชาวต่างประเทศ นั่งรับประทานอาหาร จิบกาแฟ ใช้คอมพิวเตอร์ ร้านอาหาร และร้านกาแฟที่น่านั่งทั้งหลาย

......แต่ละร้าน เมื่อเห็นป้ายราคาแล้ว.....ไม่กล้าเข้าไปสั่งอะไรทาน เพราะแค่เห็นราคาก็อิ่มเสียแล้ว(Y_Y)

แต่ในที่สุดเราก็เลือกร้าน Mango Tree เพราะ มันใกล้กับห้องน้ำ ซึ่งขวัญอยากจะเข้าห้องน้ำเต็มที่

เมื่อพลิกดูเมนูอาหารและเครื่องดื่ม ก็ถึงกับผงะเล็กน้อยเพราะราคาของแต่ละรายการก็แพงซะ แต่แล้วยัยเพชรก็สั่งไอศกรีมกะทิมาทาน ในราคา 79 บาท

ขวัญเดินเข้าห้องน้ำที่ใกล้กับร้านที่เพชรนั่ง ก็ รู้สึกประทับใจที่ห้องน้ำ ดูดี และสะอาด มีแม่บ้านมาเช็ดถูห้องน้ำอยู่ในห้องน้ำ มีแอร์โฮสเตส สวยๆ ต่างหิ้วกระเป๋าใบเก๋ แล้วเข้ามาในห้องน้ำ พูดคุยถึงสายการบินที่จะเดินทางด้วยกัน งานนางฟ้า(แอร์โฮสเตส) ช่างเป็นงานที่สนุกสนานและมีความสุขซะจริงๆ

ถ้าหากได้ยินพวกเธอคุยกันแบบขวัญ

พอออกจากห้องน้ำ ก็มาพบเพชรซึ่ง หม่ำไอศกรีมกะทิไป

ไม่นาน พี่นิคคณะเดินทางที่จะไปสู่สิงคโปร์กับเรา ก็เดินมาหา และบอกให้รีบไป เพราะจะได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว จากนั้น ก็ได้พกไอศกรีมกะทิใส่ถ้วยไปด้วย จากนั้นก็พบกับน้ำฝนคณะเดินทาง เช่นกันกับขวัญเพชร เธอกำลังทานแฮมเบอร์เกอร์ท่าทางน่ากินอยู่ ที่เบอร์เกอร์คิงส์ แล้วเพชรก็ได้นั่งหม่ำไอศกรีมกะทิกับฝน

เพราะประตูทางเข้าอยู่ใกล้แล้ว

พอไปถึงประตูทางเข้า ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องบินของสายการบิน Tiger Airline

เมื่อเดินทางไปก็พบกับ แอร์โฮสเตสของสายการบิน Tiger Airline พวกเธอ เสื้อเหลือง มีกางเกง และมีผ้าพันคอ ยืนรอคอยผู้โดยสาร แล้วเขวัญ เพชร และคณะเดินทางก็ทยอยเข้าไปยังที่นั่งของตนเอง

ที่นั่งภายในเครื่องบิน มี3 ที่นั่งในแถว ที่นั่งของขวัญติดกับหน้าต่างมองเห็นปีกของเครื่องบิน น้องเพชรได้นั่งตรงกลาง และเก้าอี้ริมทางเดินเป็นของน้องวิม คณะเดินทางที่จะไปสู่สิงคโปร์กับเราเช่นกัน ด้านหน้าของขวัญ คือที่นั่งของคุณป้าสายพิณ พี่เอ และพี่พร เมื่อเครื่องบินทะยานสู่ฟากฟ้า

ก็มองลงมาในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็พบกับท้องฟ้า และปุยเมฆ ข้างล่างเป็นสนามบินสุวรรณภูมิที่เล็กลงเท่ากับเมืองจำลองเล็กๆ มองเห็นโดมทรงกลมของสนามบินสุวรรณภูมิสวยงามเป็นหย่อมๆ

จากนั้นพอเครื่องบิน บินสูงขึ้น ก็เริ่มเกิดความรู้สึกร้อนๆ และบรรยากาศอบอ้าว หายใจติดขัด อาจเป็นเพราะเป็นเครื่องบินลำเล็ก โชคดีที่ขวัญพกยาดมไว้ จึงดมยาดมให้สดชื่น ส่วนน้องเพชรไม่นาน ก็บ่นเริ่มปวดหัวและอยากอาเจียน แล้วน้องเพชรก็ขอถุงsickness bag จากแอร์โฮสเตส และเริ่มแหวะออกมา สักพักก็มีเสียงรถเข็นน้ำ และเสียงแอร์โฮสเตสพูดคุยกับผู้โดยสาร เมื่อขวัญหันไปมอง ก็พบกับ แอร์โฮสเตส2คน เข็นรถเสบียงมา

 แล้วเสิร์ฟน้ำแอ๊ปเปิ้ล และPepsi ให้กับผู้โดยสาร ตลอดจนอาหารว่าง  และแล้วรถเสบียงก็เข็นมาถึงที่นั่งของเรา เมื่อแอร์ฯถามว่ารับน้ำอะไร?(เป็นภาษาอังกฤษ)แล้วเธอก็หยิบน้ำขึ้นมาแล้วพูดว่า “3 Dollars” 

และแล้ว ขวัญ กะเพชรก็ได้ทราบจากน้องวินว่า สายการบิน low cost จะไม่มีบริการเครื่องดื่มและอาหาร นอกจากจะสั่งซื้อ และแล้ว น้ำแอ๊ปเปิ้ล 1 กล่อง และ น้ำแข็ง2แก้วที่มีราคา 3เหรียญ80 ก็ถูกน้องเพชรจัดการจนหมด -*-

น้ำแอ๊ปเปิ้ล 3เหรียญ80 ที่แก้มึนบนเครื่องบิน(หรือมึนหนักกว่าเดิมหว่า)

 

 

 

 Visit Singapore

 

 

...และแล้วในที่สุด เครื่องบินก็ลดระดับลง และริมหน้าต่างที่อยู่ข้างๆ ก็มีภาพเกาะ2-3เกาะอยู่บนผิวน้ำ และมีเรือแล่นเข้าสู่เกาะที่พบ ที่หน้าประหลาดใจ ก็คือ รูปปั้นสิงโตตัวใหญ่ อยู่บนเกาะแห่งนั้น! ขวัญอดใจไม่ได้ที่จะคว้ากล้องมากดชัตเตอร์รัวถ่ายภาพ ภายในใจคิดว่า ถึงสิงคโปร์แล้ว โดยบอกกะเพชรว่า “เพชรๆ เมอไลอ้อน ตัวใหญ่ ดูสิๆ”  แล้วเครื่องบินก็ค่อยๆลงจอดในสิงคโปร์ โดยสวัสดิภาพ โดยสนามบินที่ลงจอดนั้น เป็นทางเดินภายในอาคารยาวๆ แต่มีช่องเปิดให้อากาศภายนอกเข้ามา มองเห็นต้นไม้ใหญ่และนกบินอยู่ภายนอก ทำให้เราเดินไปอย่างเพลิดเพลิน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในอาคารที่มีแอร์ก็ตาม

เมื่อเดินไปๆ ก็เข้าสู่ห้องที่เป็นอาคารที่มีแอร์ และมีโต๊ะที่มี เจ้าหน้าที่ตม.เรียงราย เมื่อเดินตรวจสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

ก็เห็นเพชร กดปุ่มแดงๆ แสกนนิ้วมือ แล้วเจ้าหน้าที่ตม. ก็ส่ายหน้า “โนๆๆๆ สวิท” 

แล้วเพชรก็พึมพำว่า อะไรอ่ะ งงๆ ????

แล้วเค้าก็โบกมือให้เพชรผ่านไป ปล่อยให้เพชรยืนงง

จากนั้นขวัญที่ต่อแถวหลังเพชร ก็ยิ้มให้เจ้าหน้าที่ตม.

แล้วเห็นลูกอมน่ากินที่เป็นสัญลักษณ์ของสนามบินที่ในตะกร้า

ขวัญก็เลยถาม ว่า “Can I Take this?” พร้อมกับชี้ที่ลูกอม

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตม.ก็พูดว่า “Yes Sweet”

เป็นอันว่าเจ้าหน้าที่ตม.เค้าพูดเร็วๆ กะน้องเพชร
หมายถึงให้น้องเพชรหยิบลูกอมว่า Sweet  ไม่ใช่Switch ที่เพชรเข้าใจว่าเป็นเครื่องแสกน

            หลังจากขวัญกับเพชรก็รอคณะตรวจกระเป๋าและผ่านด่าน ตม. ขวัญกับเพชรจึงออกมารอ

ตรงที่นั่งด้านนอก เพื่อตรวจดูสิ่งต่างๆในสนามบินแห่งนี้

บริเวณหน้าอาคารมีแผงเอกสาร แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของสิงคโปร์หลากหลายแบบ

ทางด้านหมู่คณะเด็กๆที่มาประชุมที่สิงค์โปร์นี้ อย่าง น้องวิม น้องโนอา น้ำฝน ต่างพากันหยิบเอกสารคนละใบสองใบ ระหว่างรอรถมารับ เมื่อคุณป้าสายพิณ และพี่เอ เดินออกมา ท่านก็ให้ชาวคณะเดินทางมาประชุมที่สิงคโปร์ถ่ายรูปหมู่หน้าสนามบินเป็นที่ระลึก แล้วรถก็มารับพวกเรา

ไปโรงแรมยังโรงแรมที่พัก รถบัสสีขาว 2คัน พาพวกเราออกเดินทางจากสนามบิน ที่หน้าต่างก็มีทิวทัศน์ของบ้านเมืองสิงคโปร์ ที่มีรถแท็กซี่ และรถส่วนตัว ขวัญ เพชร

การทัวร์ครั้งนี้ ขวัญเพชร และชาวคณะทัวร์ได้

คุณป้าสายพิณ เป็นไกด์ เล่าเรื่องสิงคโปร์ให้พวกเราชาวคณะผู้ร่วมประชุมธาลัสซีเมียฟัง

ว่าสิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตร ฝนตกชุกตลอดทั้งปี เหมือนภาคใต้ของไทย สิงคโปร์

เจริญเติบโต และมีเศษฐกิจที่ดีมาก เริ่มขยายเกาะและประเทศ ด้วยการขนดินจากทะเล มาค่อยๆถมเป็นเกาะ ประเทศสิงคโปร์ จะมีการปลูกฝังให้เด็กๆมีนิสัยรักการอ่านและการเป็นผู้นำ

ที่นี่จะมีรถสวยๆแปลกๆที่เมืองไทยไม่มี แต่เวลาซื้อรถต้องซื้อ รถเก่าเพื่อเอาทะเบียน ส่วนแท็กซี่เค้าก็มีโฆษณาแปะเต็มรถ ห้ามนั่งเกิน 4 คน โทรเรียกได้ ตึกเค้าทรงแปลกๆออกแบบให้ดึงดูดผู้พักอาศัยซึ่งส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ คุณป้าสายพิณ เล่าและชี้ให้พวกเรามอง ต้นไม้ริมถนน ดูเสาไฟฟ้า ที่ไม่มีสายไฟระโยงระยางแบบบ้านเรา ขวัญเองก็มองทัศนียภาพ ไปรอบๆด้วยความตื่นตาตื่นใจมากมาย

ต้นไม้ที่หนาแน่น และถูกตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ เสาไฟฟ้าไร้สายระโยงระยาง

 

 

 All about Singapore

จากการที่ได้หาความรู้เรื่องสิงคโปร์ก่อนมา ขวัญจึงได้ทราบว่า “ในศตวรรษที่ 14 สิงคโปร์ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย (Sri Vijayan Empire) มาการรู้จักประเทศที่ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งนี้ ในชื่อของเทมาเซ็ค ที่แปลว่า เมืองแห่งทะเล ที่ตั้งอยู่ตรงปลายแหลมมลายู เป็นเกาะที่กลายเป็นจุดแวะพักของเรือเดินสมุทร ได้แก่ เรือสำเภาจีน เรืออินเดีย เรือใบอาหรับ และเรือรบของโปรตุเกสไปจนถึงเรือใบบูจินีส

( เรือใบบูจินีสนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ? )

มีการบอกและขุดคุ้ยว่า สิงคโปร์เคยเป็นที่ทำสงครามในศตวรรษที่ 14 เมื่อเข้าเกี่ยวพันกับการแย่งชิงแหลมมลายูระหว่างประเทศสยาม (สยามที่ว่า คือประเทศไทยนั่นเอง ในตอนนั้นก็คงประมาณสมัยที่ไทยมีอาณาเขตมากที่สุด) เป็นการแย่งชิงดินแดน กับจักรวรรดิมัชปาหิตบนเกาะชวา

ต่อจากนั้น ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นยึดครองเกาะแห่งนี้

(อย่าลืมว่าญี่ปุ่นเค้ายกทัพมาทางเรือ ต่อเรือรบได้ ดังนั้นจึงหมายตาจุดเดินเรือไว้ ที่เกาะแห่งนี้เลยเหมาะที่จะเป็นชัยภูมิรบ และจุดพักเรือ ขนส่งอาวุธ เสบียงได้)

พอสงครามจบ สิงคโปร์ก็กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ(ประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่2คือฝ่ายสัมพันธมิตร ดังนั้นพื้นที่ที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึด จึงกลายเป็นของอังกฤษ ) ภายหลังสิงคโปร์กลายเป็นสาธารณรัฐอิสระ เป็นประเทศ ที่มีชื่อว่าสิงคโปร์

และ เป็นชื่อทั้งเมืองหลวงด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้คนเรียก สิงคโปร์ ว่า ประเทศสิงคปุระ ไว้ขวัญจะเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ

Comment

Comment:

Tweet